งานแต่งริมทะเล-เจ้าบ่าวเจ้าสาว

งานแต่งริมทะเลเป็นหนึ่งในความฝันของใครหลายคน เพราะเสน่ห์ความโรแมนติกของชายหาด เหมาะกับคู่รักที่มีแขกน้อย ราว 100 คน เน้นรูปแบบงานที่อบอุ่น เป็นกันเองในกลุ่มเพื่อนสนิท และญาติผู้ใหญ่คนสำคัญ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาเตรียมงานนาน 6 – 12 เดือน โดยมีสิ่งที่ต้องคำนึงก่อนจัดงานแต่งริมทะเลดังต่อไปนี้

 

สิ่งที่ต้องคำนึงก่อนจัดงานแต่งริมทะเล มีอะไรบ้าง?

1. ค่าใช้จ่าย

ในปัจจุบันการจัดงานแต่งริมทะเล มักมีแพ็กเกจของโรงแรมอยู่แล้ว โดยงานแต่งส่วนใหญ่หากเน้นการเดินทางที่สะดวกสบาย มักจัดที่หาดบางแสน, หาดพัทยา, หาดหัวหิน และปราณบุรี มีค่าใช้จ่ายราว 40,000 – 300,000 บาท 

ส่วนคู่รักที่ชื่นชอบความงดงามของทะเลอันดามัน มักเลือกจัดที่จังหวัดภูเก็ต เช่นหาดไม้ขาว, หาดกะรน และหาดกะตะ เพราะชายหาดมีลักษณะทอดยาวรับกับน้ำสีฟ้าคราม โดยราคาจะอยู่ที่ 45,000 บาท – 200,000 บาท

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะจัดที่ไหน ราคาก็จะขึ้นอยู่กับรูปแบบงานพิธีเช้า-เย็น, อาหารเลี้ยงแขก และจำนวนแขก รวมไปถึงของตกแต่งภายในงานด้วยเช่นกัน

อ่านต่อ: เช็คลิสต์ งบงานแต่ง แบบละเอียด พร้อมค่าใช้ปลีกย่อยที่คาดไม่ถึง และวิธีประหยัดงบ

 

2. เดือนที่เหมาะสม

ถึงแม้แต่งงานต้องอาศัยฤกษ์ดี แต่การจัดงานแต่งริมทะเลต้องคำนึงถึงฤกษ์ฟ้าฝนเป็นหลักเสียมากกว่า เพราะอาจลงเอยด้วยการแต่งงานท่ามกลางสายฝนและพายุ ฉะนั้นหากเป็นไปได้ควรจัดงานแต่งในช่วงฤดูท่องเที่ยว(High-Season) ของทะเลแต่ละฝั่งดังต่อไปนี้:

  • ทะเลฝั่งอันดามัน เช่น ภูเก็ต, กระบี่ และตรัง ควรจัดช่วงเดือนธันวาคม- มีนาคม
  • ทะเลฝั่งอ่าวไทย เช่น เกาะสมุย, เกาะพะงัน และเกาะเต่า ควรจัดช่วงเดือนเมษายน -ตุลาคม
  • ทะเลฝั่งตะวันตก เช่น ชะอำ, เพรชบุรี และหัวหิน ควรจัดช่วงเดือนธันวาคม -เมษายน
  • ทะเลฝั่งตะวันออก เช่น เกาะมันนอก, เกาะล้าน และเกาะกูด ควรจัดช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม

อย่างไรก็ตาม หากจัดงานแต่งในช่วงเปิดฤดูท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าปกติ ฉะนั้นถ้าต้องการคุมงบงามแต่งริมทะเล แต่ยังเน้นบรรยากาศท้องฟ้าสีคราม น้ำใส ควรเลือกเดือนสุดท้ายของฤดูท่องเที่ยว ถึงแม้จะเสี่ยงลมฝนบ้างเล็กน้อย แต่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายบาทเลยทีเดียว

 

3. สภาพอากาศ

ถึงแม้งานแต่งริมทะเลจะมีลมคอยพัดให้เย็นชื่นใจ และส่วนใหญ่มักจัดงานในพื้นที่โล่งแจ้งเพื่อความสวยงาม ซึ่งแดดก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงฤดูท่องเที่ยว ฉะนั้นควรเตรียมพื้นที่ร่ม ๆ ให้แขกได้นั่งหลบแดดด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าแขกต้องใส่ชุดสูท และเดรสยาวแบบเต็มยศมาร่วมงาน เพราะไม่มีแขกคนไหนอยากยืนปาดเหงื่อจนเครื่องสำอางเลอะเปรอะเปื้อนแน่นอน

 

งานแต่งริมทะเล-ลมทะเล 

 

4. ลม

อีกหนึ่งอุปสรรคของงานแต่งริมทะเลที่มองข้ามไม่ได้คือ ‘ลม’ หากคุณใช้บริการของทางโรงแรมก็หมดกังวลได้ แต่ถ้าคุณต้องการเลือกของใช้ภายในงานด้วยตนเอง จะต้องคำนึงด้วยว่าสิ่งที่คุณเลือกจะไม่ปลิวหายไปกับสายลม ไม่ว่าจะเป็นของชำร่วย, ริบบอน, ลูกโป่ง, เทียน และซุ้มแต่งงาน หรือซุ้มดอกไม้ขนาดใหญ่ 

ฉะนั้นควรหาอุปกรณ์ เช่น เทปกาว, เชือก และอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักไว้ยึดสิ่งของภายในงานให้อยู่กับที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณต้องการประดับตกแต่งงาน ต้องมั่นใจได้ว่าฐานวางดอกไม้มั่นคง และชนิดดอกไม้ที่เลือกต้องทนลมและแดด ไม่เหี่ยวเฉาก่อนจบงานด้วยเช่นกัน

 

5. ทราย

งานแต่งริมทะเลต้องมาคู่กับหาดทราย แต่คงไม่มีบ่าวสาวคู่ไหนหรือแขกคนใดอยากสวมรองเท้าอมทรายทั้งวัน ฉะนั้น สำหรับคู่บ่าวสาวที่ไม่อยากเปลือยเท้า หรือสวมรองเท้าแตะในวันสำคัญ ควรหาแผ่นไม้สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ มาปูเป็นทางเดินเข้าสู่บริเวณพิธี 

ในขณะที่แขกเองควรมีชั้นวางรองเท้า พร้อมเปลี่ยนมาสวมรองเท้าแตะก่อนเข้ามาบริเวณหาดทรายด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ควรเตรียมแป้งเด็กไว้ปัดทรายที่เลอะตามมือและขาด้วย หรือเตรียมพื้นที่ไว้ล้างมือล้างเท้าไว้โดยเฉพาะ และอย่าลืมเตรียมผ้าขนหนูให้แขกด้วยเช่นกัน

 

6. ความเป็นส่วนตัว

หากเลือกจัดงานแต่งริมทะเล ต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นชายหาดส่วนตัวหรือไม่ เพราะถ้าเป็นชายหาดสาธารณะ คู่บ่าวสาวอาจจะต้องเผื่อใจไว้สักนิดกับนักท่องเที่ยวที่มาทำกิจกรรมในบริเวณใกล้เคียง เช่น เล่นน้ำ, นอนอาบแดด, ขุดทราย และเล่นวอลเล่ย์บอลชายหาด ซึ่งอาจทำให้บรรยากาศงานแต่งหมดความโรแมนติก ฉะนั้น ควรถามทางโรงแรมว่าสามารถกั้นพื้นที่ หรือจัดบริเวณเฉพาะสำหรับงานแต่งโดยไม่มีคนภายนอกเข้ามาพลุกพล่านได้หรือไม่

 

งานแต่งริมทะเล-สังสรรค์

 

7. ชุดแต่งงาน และการแต่งตัว

ชุดสำหรับงานแต่งริมทะเลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเจ้าสาวหลายคนอาจย่อมอยากสวยที่สุดในงานแต่งของตัวเอง แต่ลมและทรายอาจเป็นอุปสรรคหากคุณต้องการสวมเดรสหางปลา, เดรสเจ้าหญิง หรือแม้กระทั่งผ้าคลุมหน้า (Vail) ฉะนั้นวิธีต่อไปนี้จะช่วยให้งานแต่งริมทะเลของคุณราบรื่นมากยิ่งขึ้น

  • เดรสหางปลาต้องเลี่ยง
    ถึงแม้เดรสหางปลาจะทำให้เจ้าสาวดูโดดเด่นกว่าใครเพื่อน แต่การใส่ชุดหางปลาลากไปมาคอยทักทายแขก หรือแม้กระทั่งถ่ายรูปริมหาดอาจไม่สะดวกอย่างที่คิด โดยเฉพาะชุดที่รายละเอียดเยอะจะยิ่งทำให้ร้อน และเดินไม่สะดวก ฉะนั้นเจ้าสาวควรเลือกสวมเป็นเดรสสั้น หรือเดรสซาตินโชว์หลังเพื่อระบายความร้อน 
  • ผ้าคลุมหน้าไม่จำเป็น
    เปลี่ยนจากผ้าคลุมหน้าเป็นมงกุฎดอกไม้จะดีกว่า เพราะมงกุฎจะช่วยล็อกผมให้อยู่ทรง และไม่ต้องคอยสู้กับลมที่พัดจนผ้าคลุมปลิวไม่รู้ทิศทาง และทำให้รูปที่ได้ไม่โรแมนติกอย่างที่ควรจะเป็น
  • มัดผม
    ลมทะเลทำให้ผมเหนียว และพันเป็นก้อนได้ง่ายมากที่สุด ฉะนั้นถ้าคุณอยากแต่งงานริมทะเลควรเกล้าผมขึ้น และเตรียมช่างทำผมไว้ภายในวันงาน เพื่อคอยช่วยจัดผมให้อยู่ทรงตลอดวันด้วยเช่นกัน
  • รองเท้าไม่มีส้นดีที่สุด
    รองเท้าส้นสูงเป็นของคู่กันกับเจ้าสาวทุกคน แต่อาจทำให้เจ้าสาวลำบากมากกว่าเดิมถ้าใส่รองเท้ามีส้น ฉะนั้นรองเท้าแตะ หรือเปลือยเท้าคือทางออกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเจ้าสาวต้องเดินไปเดินมาตลอด
  • เสื้อผ้าน้ำหนักเบาเท่านั้น
    แม้กระทั่งเจ้าบ่าวเองก็ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวเต็มยศมากนัก เพราะแดดอาจทำให้เหงื่อท่วมตัวจนหมดสนุกไปเสียก่อน ฉะนั้นเจ้าบ่าวควรเลือกสวมเป็นกางเกงผ้าคอตตอนที่โปร่งสบาย และน้ำหนักเบา และถ้าเลี่ยงสูทได้จะดีที่สุด อาจเป็นเสื้อเชิร์ตลินิน หรือผ้าคอตตอนก็ได้เช่นกัน

 

8. อาหาร

หากคุณต้องการจัดเลี้ยงอาหารงานแต่งริมทะเลในช่วงกลางวันหรือบ่าย ควรเลี่ยงอาหารที่บูดหรือละลายง่าย เช่น เค้กที่ประดับด้วยบัตเตอร์ครีม, ครีมชีส และอาหารที่ประกอบด้วยกะทิเป็นต้น และที่สำคัญควรเตรียมเครื่องดื่มเย็น ๆ ชื่นใจ เช่น น้ำมะนาว, น้ำเปล่า, ม็อกเทล หรือค็อกเทลไว้ด้วย เพื่อลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกายให้แขก

 

งานแต่งริมทะเล-ซุ้ม

 

9. ความสะดวกสบายของแขก

คู่บ่าวสาวที่จัดงานแต่งริมทะเลอาจต้องเตรียมเซ็ตต้อนรับแขกที่มาพร้อมครีมกันแดดจิ๋ว, น้ำขวดเล็ก, ผ้าขนหนูผืนเล็ก และพัดลมมือถือ หรือพัด ไว้ให้แขกก่อนเข้างานเพราะสภาพแวดล้อมทั้งลม แดด และไอทะเลอาจทำให้แขกไม่สนุกกับงานแต่งของคุณเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังควรคำนึงถึงที่พักสำหรับแขกคนสนิท และญาติผู้ใหญ่ รวมทั้งต้องระมัดระวัง หากแขกที่มาร่วมงานเป็นผู้สูงอายุที่ต้องนั่งรถเข็น เพราะพื้นทรายจะเป็นอุปสรรคต่อพวกเขานั่นเอง

 

ทั้งนี้ การจัดงานแต่งริมทะเลไม่ใช่เรื่องยาก แต่ควรมีแผนสำรองไว้ด้วยในกรณีที่ฝนฟ้าไม่เป็นใจ เพราะธรรมชาติคาดเดาได้ยาก อย่างไรก็ตาม หากคู่บ่าวสาววางแผนเตรียมตัวเป็นอย่างดี และเข้าใจเงื่อนไขทางธรรมชาติต่าง ๆ ของทะเลก็จะช่วยให้งานแต่งราบรื่น และสมบูรณ์แบบมากขึ้น